MAXXGIFF ABDOMINAL
โรคในช่องท้องที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ตับ ไต เป็นต้น อวัยวะเหล่านี้เป็นอวัยวะสำคัญ หากเกิดความผิดปกติจะทำให้ระบบทางเดินอาหาร หรือระบบการขับถ่ายเป็นปัญหา หากรู้ตัวว่ากำลังมีอาการของโรคต่างๆ เหล่านี้ คุณควรรีบไปพบแพทย์
ABDOMINAL
ช่องท้อง (abdominal cavity) เป็นช่องลำตัวในร่างกายมนุษย์และสัตว์อื่นๆ ซึ่งบรรจุอวัยวะภายใน ตั้งอยู่ใต้ช่องอก (thoracic cavity) และเหนือช่องเชิงกราน (pelvic cavity)
อวัยวะที่อยู่ในช่องท้อง เช่น กระเพาะอาหาร, ตับ, ตับอ่อน, ม้าม, ถุงน้ำดี, กระเพาะปัสสาวะ, ลำไส้เล็ก, และลำไส้ใหญ่ (ไตเป็นอวัยวะที่ไม่ได้อยู่ในช่องท้อง แต่อยู่หลังช่องท้อง เรียกว่าเป็นอวัยวะหลังเยื่อบุช่องท้อง (retroperitoneal organs))
ช่องท้องถูกบุด้วยเยื่อแผ่นที่เรียกว่า เยื่อบุช่องท้อง (peritoneum) และอวัยวะภายในก็ถูกคลุมด้านหน้าด้วยแผ่นไขมันที่เรียกว่าโอเมนตัม (omentum หรือ omental apron)
Best Health Best Life Together.
◉ โรคในช่องท้องที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ตับ ไต เป็นต้น อวัยวะเหล่านี้เป็นอวัยวะสำคัญหากเกิดความผิดปกติจะทำให้ระบบทางเดินอาหาร หรือระบบการขับถ่ายเป็นปัญหา หากรู้ตัวว่ากำลังมีอาการของโรคต่างๆ เหล่านี้ คุณควรรีบไปพบแพทย์

➲ ABDOMINAL
โรคในช่องท้องที่พบได้บ่อย ได้แก่
◉▷ กรดไหลย้อน
➢ อาการเบื้องต้นของโรค เช่น เรอเปรี้ยว ปวดแสบปวดร้อนในช่องท้องส่วนบนไปถึงบริเวณกลางอก บางคนอาจมีอาการไอ สะอึก และการเจ็บคอบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุมาจากโรคกรดไหลย้อนได้เช่นกัน
◉▷ แผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้อักเสบ
➢ แผลในกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินแบคทีเรียจากอาหารที่ไม่สะอาด ดื่มน้ำที่ปนเปื้อนแบคทีเรีย และอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ผลข้างเคียงของยาต้านการอักเสบในกลุ่มยาแก้ปวด เช่นแอสไพริน เซเลโคซิบ ฯลฯ รวมถึงความเครียดที่ทำให้กระเพาะอาหารสร้างกรดมากจนเกิดเป็นแผลในกระเพาะ บุหรี่ และแอลกอฮอล์ก็มีส่วนด้วยเช่นกัน เมื่อมีแผลในกระเพาะอาหารเราจะรู้สึกปวดท้องบริเวณยอดอกหรือใต้ลิ้นปี่ บางครั้งอาจคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร แม้ว่าการแก้ไขแผลในกระเพาะอาหารทำได้ด้วยการทานยาลดกรด ยาปฏิชีวนะเมื่อติดเชื้อจากแบคทีเรีย หากแผลในกระเพาะมีขนาดใหญ่มาก หรือแผลไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา หรือกระเพาะอาหารทะลุ แพทย์จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัดแทน
➢ คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบมักมีอาการปวดท้องทั้งก่อน และหลังรับประทานอาหาร แต่จะค่อยๆหายไปเมื่อรับประทานอาหารเข้าไปสักพัก รู้สึกไม่สบายท้องส่วนบน เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ เหมือนมีลมในท้องมาก มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ส่วนโรคลำไส้อักเสบ อาการเบื้องต้นคือแสบท้อง คนไข้จะมีอาการแสบท้องก่อนรับประทานอาหาร แต่เมื่อได้รับประทานอาหารเข้าไปแล้วจะมีอาการดีขึ้น การวินิจฉัยโรคทำได้โดยการส่องกล้องเพื่อตรวจหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในลำไส้
➲ ภัยเงียบโรคจากไลฟ์สไตล์ ออฟฟิศซินโดรม
◉ กรดไหลย้อน โรคกระเพาะ
➤ ภัยเงียบโรคจากไลฟ์สไตล์ ออฟฟิศซินโดรม สำหรับคนทำงานยุคนี้
➲ Best Health Best Life Together.
◉ ผู้คนยุคในนี้ ใช้ชีวิตที่ต้องทุ่มเทกับการทำงานมากที่สุด และก็มีชีวิตไลฟ์สไตล์ในอีกด้านของชีวิตก็ต้องเต็มที่ด้วยเช่นกันส่งผลให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนและโรคกระเพาะ กลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามคนทำงานติดอันดับ 1 ใน 5 นับจากสถิติของคนในช่วงอายุ 30 ถึง 45 ปี ที่วนเวียนเข้าออกโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว เนื่องจากกรดไหลย้อนไม่ใช่แค่บั่นทอนสุขภาพให้แย่ลงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการทำลายสุขภาพจิตและลดประสิทธิภาพในการทำงานลงเกินกว่าครึ่งด้วย
➤ ที่สำคัญโรคนี้เมื่อเป็นแล้วค่าใช้จ่ายถือว่าหนักหนาพอสมควร อีกทั้งถ้าปล่อยไว้จนเรื้อรั้งก็อาจรุนแรงถึงขั้นเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้

โรคในช่องท้องที่พบได้บ่อย
◉▷ มะเร็งลำไส้ใหญ่

➢ อาการในช่วงแรกของมะเร็งลำไส้ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเราเป็นมะเร็งลำไส้หรือเปล่า

➢ แต่เมื่อเป็นสักระยะหนึ่งอาการจะเริ่มแสดงให้ เราเห็นจากการขับถ่าย ถ้าเรารู้สึกว่าบางครั้งมีเลือดปนมากับอุจจาระ ท้องเสียสลับกับท้องผูก ถ่ายเป็นมูกเลือด ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการเหล่านี้
➢ หากเรารู้อาการก่อนจะช่วยจัดการได้เร็วก่อนมะเร็งจะลุกลามไปยังส่วนอื่น

➢ โรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่สามารถจัดการได้ด้วยการใช้ยาเคมีบำบัด การฉายแสง หรือการผ่าตัดเพื่อนำมะเร็ง และชิ้นเนื้อส่วนต่างๆ ที่คาดว่ามะเร็งจะแพร่กระจายมาถึงออกไป
▷ โรคในช่องท้องที่พบได้บ่อย
โรคในช่องท้องที่พบได้บ่อย ได้แก่
◉▷ มะเร็งลำไส้ใหญ่
➢ อาการในช่วงแรกของมะเร็งลำไส้ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเราเป็นมะเร็งลำไส้หรือเปล่า แต่เมื่อเป็นสักระยะหนึ่งอาการจะเริ่มแสดงให้ เราเห็นจากการขับถ่าย ถ้าเรารู้สึกว่าบางครั้งมีเลือดปนมากับอุจจาระ ท้องเสียสลับกับท้องผูก ถ่ายเป็นมูกเลือด ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการเหล่านี้ หากเรารู้อาการก่อนจะช่วยจัดการได้เร็วก่อนมะเร็งจะลุกลามไปยังส่วนอื่น โรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่สามารถจัดการได้ด้วยการใช้ยาเคมีบำบัด การฉายแสง หรือการผ่าตัดเพื่อนำมะเร็ง และชิ้นเนื้อส่วนต่างๆ ที่คาดว่ามะเร็งจะแพร่กระจายมาถึงออกไป
◉▷ ตับอ่อนอักเสบ
➢ มีอาการปวดท้องและคลื่นไส้อาเจียนมาก โดยเฉพาะคนที่ดื่มเหล้าหนักๆจะมีอาการปวดท้องจนต้องงอตัวเพื่อให้ความปวดทุเลาลง ซึ่งมักพบบ่อยในเพศชาย หรือในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มาก สามารถตรวจวินิจฉัยด้วยอาการอัลตราซาวด์
◉▷ ตับอักเสบ
➢ อาการที่พบโดยส่วนใหญ่ คือ มีไข้และปวดท้องด้านบนขวา ตัวเหลืองขึ้น การวินิจฉัยโดยการเจาะเลือดช่วยให้พบค่าการทำงานของตับผิดปกติได้
◉▷ กระเพาะลำไส้ใหญ่โป่งพองอักเสบ
➢ ผู้ป่วยมักมีประวัติท้องผูกเรื้อรัง อาการที่พบมักเป็นการปวดท้องบริเวณด้านล่างขวา หรือด้านล่างซ้าย นอกจากนี้ เมื่อปล่อยทิ้งไว้อาจมีการแตก หรือการอุดตัน หรือถ่ายเป็นเลือดได้ การรักษาเริ่มตั้งแต่การให้ยาไปจนถึงการผ่าตัด
โรคในช่องท้องที่พบได้บ่อย ได้แก่
◉▷ นิ่วในถุงน้ำดี
➢ นิ่วที่เกิดในถุงน้ำดีเกิดจากการที่คอเลสเตอรอล และบิลิรูบิน (สารให้สีในน้ำดี) ตกตะกอนผลึกเป็นก้อนมีขนาดเท่าเม็ดทราย หรืออาจจะใหญ่กว่านั้น ไปอุดตันทางเดินของท่อน้ำดี
➢ สัญญาณเตือนเบื้องต้น คนที่มีนิ่วในถุงน้ำดี คือ ท้องอืด แน่นท้อง มีอาการท้องอืดแน่นท้องเหมือนอาหารไม่ย่อย มักจะเป็นหลังจากที่กินอาหารมันๆ แต่จะไม่ปวดแสบเหมือนโรคกระเพาะ ผ่านไปสักพักคนไข้จะรู้สึกดีขึ้นเอง จนบางครั้งอาจเข้าใจผิดว่ากินแค่ยาลดกรดขับลมก็หาย แต่หากในกรณีที่ปล่อยทิ้งไว้ถึงขั้นถุงน้ำดีอักเสบอาการอาจรุนแรงขึ้นได้ เช่น คนไข้จะมีอาการปวดท้องรุนแรง ปวดจุกๆ ขยับตัวไม่ได้ บางทีอาจร้าวไปถึงหลังก็ได้ หายใจเข้าก็เจ็บ เพราะเวลาหายใจเข้ากระบังลมจะดันลงต่ำจนไปดันถุงน้ำดีที่อักเสบอยู่ ปวดชายโครงขวาหรือร้าวไปถึงหลัง และอาจเกิดเป็นหนองและติดเชื้อในกระแสเลือดได้ หรือถ้านิ่วหลุดและหล่นลงมาอุดตันบริเวณท่อน้ำดี บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม และอาจมีไข้ เกิดการอักเสบติดเชื้อของทางเดินท่อน้ำดี ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วนและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และหากมีนิ่วค้างอยู่เป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีได้
◉▷ ภาวะไส้เลื่อน
➢ เป็นภาวะที่ไส้เลื่อนตัวออกมาจากตำแหน่งปกติ ไส้เลื่อนหน้าท้อง ขาหนีบ คือการที่ผนังกล้ามเนื้ออ่อนแอลง หรือมีความดันในช่องท้องมากขึ้น ทำให้เกิดการหย่อนหรือฉีกขาด ส่งผลให้อวัยวะในช่องท้องเคลื่อน
➢ อาการของไส้เลื่อนคือคนไข้จะปวดท้องแบบจุกๆ และรู้สึกแน่นๆบริเวณใกล้ๆก้อน หากสังเกตว่ามีส่วนใดบริเวณหน้าท้องหรือขาหนีบนูนขึ้นมาเป็นก้อนผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ หากเป็นอาการจากไส้เลื่อนไม่สามารถหายได้เอง ถ้าปล่อยทิ้งไว้มีโอกาสที่จะรุนแรงหรือมีความยุ่งยากในการผ่าตัดมากขึ้น ไส้จะขาดเลือดทำให้ลำไส้เน่าได้ ดังนั้น หากเราสังเกตตัวเองดีแล้วว่าอาการนี้น่าจะเป็นไส้เลื่อน ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการแก้ไข เพราะลำไส้ไม่สามารถกลับเข้าไปได้ โดยคนไข้จะมีอาการปวดที่ก้อนมาก อาเจียน ปวดท้องแบบบีบๆ ถ่ายไม่ออก
➢ บริเวณที่ไส้เลื่อนอาจเกิดขึ้นที่ตำแหน่งอื่น ก็ได้ทั้งบริเวณสะดือ กระบังลม เหนือสะดือ ต่ำกว่าขาหนีบ กล้ามเนื้อหน้าท้อง ในช่องเชิงกราน เป็นต้น ไส้เลื่อนจะเห็นได้ชัดมากเมื่อเรา ไอ จาม เบ่งถ่าย หรือยกของหนัก ไส้เลื่อนบางชนิดอาจเป็นไส้เลื่อนชนิดที่ติดคา ไม่สามารถดันตัวกลับไปยังบริเวณเดิม แต่ติดคาอยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งนานๆ ผิวหนังนูนออกมาตลอดเวลา อาจทำให้ลำไส้อุดตัน ปวดท้อง และอาเจียนรุนแรง
โรคในช่องท้องที่พบได้บ่อย ได้แก่
◉▷ ไส้ติ่งอักเสบ
➢ ไส้ติ่ง เป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่ ทำหน้าที่สร้างเชื้อจุลินทรีย์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร และกระตุ้น ระบบย่อยอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เมื่อไส้ติ่งติดเชื้อ หรือมีการอุดตันของไส้ติ่งจากอุจจาระแข็ง หรือมีสิ่งแปลกปลอมอย่างก้อนเนื้องอกเข้าไปอุดตัน จะทำให้ไส้ติ่งเกิดการอักเสบได้
➢ ไส้ติ่งอักเสบจะมี อาการปวดท้องแต่บอกไม่ได้ว่าปวดตรงไหน ปวดไปเรื่อยๆ นานมากกว่า 6 ชั่วโมง อาการปวดจะย้ายลงไปอยู่ที่ท้องด้านขวาล่าง จะปวดเสียดตลอดเวลา มีไข้ต่ำๆ คลื่นไส้ อาเจียน บางครั้งปวดถึงขนาดไม่สามารถเดินได้ ปวดจนตัวงอ ถ้าหากปล่อยไว้ไม่รีบไปพบแพทย์ ไส้ติ่งอาจติดเชื้อ เน่าและแตก ส่งผลถึงชีวิตได้
➢ ไส้ติ่งอักเสบ เกิดจากเศษอาหารอุดตันไส้ติ่ง อาการในช่วงแรกจะคล้ายคลึงกับโรคกระเพาะ ต้องอาศัยการซักประวัติและตรวจอย่างละเอียด โดยคนไข้จะมีอาการเบื้องต้น คือ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ร่วมกับอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่หรือกลางท้อง ต่อมาผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดบริเวณท้องน้อยด้านขวามากขึ้นหรือร้าวไปด้านหลังก็ได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งการวางตัวของไส้ติ่ง หากอาการปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนไข้มักขยับตัวไม่ค่อยได้ จะรู้สึกเจ็บมากขึ้นและเริ่มมีไข้ ซึ่งอาการปวดไส้ติ่งไม่สามารถหายเองได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจจะทำให้ไส้ติ่งแตกเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทั้งนี้ ควรสังเกตตนเองหากมีอาการปวดท้องด้านขวาสักพักแล้วไม่หาย และยังมีอาการเจ็บเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
◉▷ โรคทางนรีเวช
➢ อาการสังเกตคือ การปวดบริเวณท้องน้อยด้านล่าง ตรงกลางหรืออาจจะซ้ายและขวา อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนของโรคที่เกี่ยวกับมดลูก หรือปีกมดลูก หรือการสังเกตความผิดปกติของประจำเดือน เช่น ประจำเดือนมามากหรือน้อยผิดปกติ มากระปริดกระปรอย คุณผู้หญิงควรเข้ารับการตรวจภายในหรืออัลตราซาวด์เพื่อวินิจฉัยความผิดปกติที่เกิดขึ้น
◉▷ "โรคกระเพาะ" และ "โรคกรดไหลย้อน
◎➣ ปวดท้องแบบไหน?!?
🤸 ไม่อยากทนกับอาการปวดท้อง...ต้องดูแลตัวเอง

➲◉▷ "โรคกระเพาะ" และ "โรคกรดไหลย้อน"
เป็นสองโรคเรื้อรังที่สร้างความสับสนให้กับผู้ป่วยด้วยอาการที่คล้ายคลึงกัน

➢ สังเกตให้ดี...สองโรคนี้อาการต่างกัน!!

➲ อาการปวดท้องที่ชี้ว่าเป็น “โรคกระเพาะ” ผู้ป่วยจะมีอาการปวดจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ เหนือสะดือ ปวดใต้ชายโครงซ้าย และมักเป็นๆ หายๆ โดยจะสัมพันธ์กับมื้ออาหาร คืออาจปวดก่อนหรือหลังกินอาหาร

➲ ในขณะที่ “โรคกรดไหลย้อน” มักจะเกิดอาการหลังมื้ออาหาร 30-60 นาที ผู้ป่วยจะรู้สึกแสบร้อนบริเวณหน้าอกหรือลิ้นปี่ เรอบ่อย และรู้สึกเหมือนมีน้ำรสขมหรือรสเปรี้ยวไหลย้อนขึ้นมาทางปาก
◉➤ ทางเลือกหนึ่งที่อาจลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะกรดไหลย้อน โรคกระเพาะ อาหารเพื่อสุขภาพ
✔ ว่านหางจระเข้, ชะเอม
ღღ HEALTH CLUB
➤ ปลอดภัย การผลิตได้มาตรฐาน มีสารอาหารและคุณภาพเหมาะสม

สินค้าแนะนำ (RECOMMENDED)
▷ คลิกดูข้อมูลสินค้าแนะนำในหมวดหมู่อื่น ๆ 🔽



Contact
สั่งซื้อ สอบถาม หรือสมัครสมาชิก
เพื่อรับส่วนลดในการซื้อสินค้า
ติดต่อโดยตรงได้ทันทีที่ ◉ ปุ่มโทร
หรือเพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ ◉ ปุ่มไลน์
หรือกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มด้านล่าง
แล้วกดส่งถึงเรา
ชัยวัฒน์ ทวีวิวัฒน์กุล
คลิก โทร. ◉ 062 497 5450
คลิก ไลน์ ไอดี: ◉ kunsue-chaiwat
Email: [email protected]
Visit 6695 
Presented by maxxgiff.com
  โทร   สอบถาม